คณะผู้แทนไทยรับฟังคำพิพากษาคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ Thailand attends ICJ’s reading of Judgment on Phra Viharn

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะผู้แทนไทย เข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ ณ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก นายณัฎฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะผู้แทนไทย เข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ ณ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

  ภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา นายสุรพงษ์ฯ ได้แถลงว่า คำพิพากษาน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย โดยไทยกับกัมพูชาจะหารือรายละเอียดในกรอบคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชาต่อไป ส่วนนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยในการต่อสู้คดี ได้สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาว่า ศาลรับพิจารณาคำฟ้องของกัมพูชา และได้ตัดสินว่า คำพิพากษาเดิมตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณใกล้เคียงปราสาท ซึ่งใกล้เคียงกับวิธีที่ ๑ ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๐๕ ได้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้ระบุขอบเขตของบริเวณดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน และให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันโดยสุจริตใจ

  หลังจากนั้น คณะผู้แทนไทยที่กรุงเฮกได้หารือผ่านระบบประชุมทางวีดิทัศน์กับนายกรัฐมนตรีและคณะทำงานที่กรุงเทพ เพื่อพิจารณาผลของคำพิพากษาในชั้นต้น และคณะทำงานศึกษาและวิเคราะห์คำพิพากษา ซึ่งมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานและประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะศึกษาคำพิพากษาในรายละเอียด และเสนอแนวทางดำเนินการต่อรัฐบาลต่อไป

ดาวน์โหลด ข่าวสารนิเทศของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้จาก link ด้านล่าง

On 11 November 2013 at the Peace Palace in the Hague, Kingdom of the Netherlands, Mr. Surapong Tovichakchaikul, Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs, General Yutthasak Sasiprapha, Deputy Minister of Defence, Mr. Virachai Plasai, Ambassador to the Hague, Mr. Nuttavudh Photisaro, Deputy Permanent Secretary for Foreign Affairs, and the Thai delegation attended the reading of the International Court of Justice’s judgment on Cambodia’s request for interpretation of the Court’s 1962 Judgment on the case concerning the Temple of Phra Viharn.

  Shortly after the Court delivered its judgment, Deputy Prime Minister and Foreign Minister Surapong commented that the Judgment should be acceptable to both sides. He said that Thailand and Cambodia would discuss the implications of the Judgment under their Joint Commission on Bilateral Cooperation. Ambassador Virachai, Thailand’s Agent, summarized the Judgment, saying that the Court found that Cambodia’s request was admissible and ruled that the 1962 Judgment had decided that Cambodia had sovereignty over the promontory of the Temple, an area which is in fact close to Method One considered by the Thai Cabinet in 1962. He also said that the Court did not specify the exact area and instructed Thailand and Cambodia to negotiate in good faith.

Download the Court's press release from the link below.

Attachment: court.pdf

News
 
 
 

  © 2017 Royal Thai Consulate-General, Chicago. All rights reserved.